พระธรรมชาติและป่าไม้

พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมมจิตโต) ( พฤศจิกายน ๒๕๓๘) เทศนาเกี่ยวกับธรรมะและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ และมีการพิมพ์เผยแพร่โดย มูลนิธิพุทธธรรม ที่ผู้เขียนซึ่งสนใจในการอนุรักษ์ป่าไม้อ่านพบจึงได้คัดลอกข้อมูลเป็นช่วงๆในการเทศนาครั้งนั้นมาเผยแพร่ในสื่ออินเตอร์เน็ตด้วยหวังว่าท่านผู้สนใจในสิ่งแวดล้อมจะได้ข้อคิดดีๆเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมเพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข ดังต่อไปนี้

ประเทศไทยพัฒนาประเทศไปอย่างรวดเร็วเพราะเคยมีพื้นเดิมดีในความหมายที่ว่า สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติของประเทศเรานั้นเคยอุดมสมบูรณ์ เรามีทรัพยากรธรรมชาติมากมายเราเคยมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ในอดีต ประเทศไทยนั้นถึงกับมีคำกล่าวในสมัยพ่อขุนรามคำแหงฯที่เป็นศิลาจารึกว่า  ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว

แต่ในปัจจุบัน สิ่งที่เป็นพื้นเดิมดีของเรานั้นได้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก ฝนที่เคยตกต้องตามฤดูกาลนั้น ก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ป่าไม้ถูกทำลาย แม่น้ำเน่า อากาศเป็นพิษ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแวดล้อมอันเป็นพิษต่อมนุษย์

ป่าไม้สร้างความชุ่มชื้น ทำให้ฝนตก และเมื่อฝนตกป่าไม้ก็อุ้มน้ำไว้ไม่ให้น้ำท่วมฉับพลันเป็นกลไกลทางธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์กัน ถ้าขาดป่าไม้ฝนก็จะแล้ง ถ้าฝนตกลงมาน้ำก็จะท่วม ถ้าไม่มีป่าสัตว์ป่าก็อยู่ไม่ได้ เรียกว่ามีความสัมพันธ์กันตลอด ภาษาพระท่านเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท คือ ทุกสิ่งทุกอย่างอาศัยกันและกันเกิดขึ้นไม่มีสิ่งใดอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนั้นก็มี เมื่อสิ่งนี้ดับสิ่งนั้นก็ดับ นี้คือคำสอนเรื่องความสัมพันธ์กันของสิ่งทั้งหลาย ท่านเรียกว่า  ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา

                คนไทยในสมัยโบราณ ได้เข้าใจเรื่องนี้จึงนำเอามากล่าวเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของธรรมชาติ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ข้าพึ่งเจ้า บ่าวพึ่งนาย” ในทำนองกลับกัน “ นายก็พึ่งบ่าว เจ้าก็พึ่งข้า ป่าก็พึ่งเสือ เรือก็พึ่งน้ำ” เสือพึ่งป่า ป่าพึ่งเสือนั้นเขาก็เอาไปพูดต่อว่า “เสือพีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง ดินดีเพราะหญ้าบัง หญ้ายังเพราะดินดี”

                อันนี้แสดงให้เห็นว่า สิ่งแวดล้อมโดยธรรมชาตินั้น ถ้าหากว่ามนุษย์ไม่เข้าไปทำลายสิ่งต่างๆ ก็จะเกิดความสมดุลมีความเจริญเติบโตมีป่าไม้ มีสัตว์ป่า มีนก ร้อง ต้นไม้ให้ออออกซิเจนแก่อากาศ  ทำให้อากาศบริสุทธิ์ดีขึ้น ประเทศชาติจะน่าอยู่เพราะมีสิ่งแวดล้อมที่ดี สุขภาพของคนคงจะดีขึ้นแต่ปรากฏว่าป่าไม้ได้ถูกทำลายไปจนเหลือประมาณ ๒๘ % ในพื้นที่ทั้งหมดของประเทศเท่านั้น อันนี้เองที่เกิดความเร่งด่วนที่จะต้องอนุรักษ์ป่าไม้

                พระพุทธเจ้า ตรัสว่า การปลูกป่าและการรักษาต้นน้ำลำธาร เป็นบุญกุศล พระองค์ตรัสไว้ใน วนโรปสูตรว่า “ ชนเหล่าใด ปลูกป่า ปลูกสวน สร้างสะพาน สร้างโรงน้ำ ขุดบ่อน้ำ บริจาคอาคารที่พักอาศัย ชนเหล่านั้นได้บุญตลอดเวลา ทั้งกลางวันกลางคืน” ทั้งนี้เพราะการรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ขุดบ่อน้ำปลูกต้นไม้ เหล่านี้เป็นประโยชน์ไพศาลต่อประชาชนในสังคมทั้งหมด ใครมาใช้ประโยชน์เมื่อไร คนที่ปลูกที่สร้างก็ได้บุญเมื่อนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ผู้ทำย่อมได้บุญตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน

                เพราะฉะนั้นการรักษาธรรมชาติแวดล้อมจึงเป็นการปฏิบัติธรรมเรื่อกตัญญูกตเวที ถ้าเราทำได้ก็ชื่อว่าเรามี ปฏิรูปเทสวาสะคือสิ่งแวดล้อมที่ดีซึ่งจะนำพาเราไปสู่ความเจริญงอกงามเหมือนกับล้อรถล้อหนึ่งประกอบเข้าในล้อที่เหลือคือการคบคนดีวางตัวดีและพื้นเดิมดีพาเราไปสู่ความเจริญ

พระพุทธเจ้า ตรัสเกี่ยวกับความสำคัญของสิ่งแวดล้อมไว้ว่า “ปฏิรูปเทสวาโส...เอตมมงคลมุตตมการอยู่ในประเทศหรือสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมเป็นอุดมมงคล”

                การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมจะช่วยพัฒนาชีวิตให้มีธรรม เมื่อมนุษย์มีธรรมสิ่งแวดล้อมก็จะพัฒนาตามแต่ถ้ามนุษย์อยู่อย่างไม่มีธรรมก็จะรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ได้และจะทำลายสิ่งแวดล้อม ที่เรามาพูดถึงสิ่งแวดล้อมของโลกไม่ใช่เพราะห่วงใยโลกคือแผ่นดิน (โอกาสโลก) โลกที่เราอาศัยอยู่นี้เราจะช่วยกันแก้ไขปรับปรุงอย่างไรหรือไม่โลกไม่สนใจนักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าโลกคือแผ่นดินนี้ยังคงอยู่ต่อไปอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นล้านปี

                แต่ถ้าเราจัดการสิ่งแวดล้อมของโลกโดยไม่ถูกต้องสัตว์โลกที่รวมถึงมนุษย์จะอยู่ไม่ได้ เราไม่ต้องไปคิดเปลี่ยนแผ่นดินเพื่อแผ่นดินโลกอยู่รอด แผ่นดินโลกนี้อยู่รอดไปอีกนานแต่อาจจะอยู่รอดโดยไม่มีมนุษย์และสัตว์อื่นๆเราจึงต้องเปลี่ยนมนุษย์เพื่อให้มนุษย์สามารถคงอยู่ต่อไปอย่างผาสุก เราจะต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเปลี่ยนจิตใจของมนุษย์และปรับกระบวนการพัฒนาให้ถูกต้อง เพื่อลูกหลานของเราจะได้มีแผ่นดินโลกที่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยพวกเราขอยืมแผ่นดินโลกอันเป็นมรดกของลูกหลานมาอยู่อาศัยชั่วคราวและจะต้องใช้คืนพวกเขาไปในสภาพที่สมบูรณ์ ภาษาบาลีเรียกว่า “ปจฉิมาชนตานุกมปมานสา เราทั้งหลายมีจิตหวังที่จะอนุเคราะห์แก่อนุชนคนรุ่นหลัง” จึงได้ประชุมสัมมนาเลือกสรรศาสนาธรรมมาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ถ้ามนุษย์อยู่อย่างถูกต้องตามหลักศาสนา ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็คลี่คลายไปถ้ามนุษย์มีศาสนาธรรมไม่ว่าของศาสนาใดก็จะเอื้ออำนวยให้สิ่งแวดล้อมที่ดีของโลกนั้นอยู่คู่กับมนุษย์ทั้งหลายต่อไป

                ศาสนาในอดีตกาลช่วยปกป้องคุ้มครองธรรมชาติศาสนาโบราณเกิดจากความกลัวภัยของมนุษย์ เมื่อฝนตกฟ้าร้อง ฟ้าผ่า มนุษย์เกิดความกลัวขึ้นมาไม่รู้จะป้องกันตัวเองอย่างไรก็อธิษฐานขอความคุ้มครองจากเทพยดาอารักษ์ พวกเขาเชื่อว่ามีเทพเจ้าอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ธรรมชาติ คนสมัยก่อนจึงไหว้พระพิรุณ แม่พระธรณี แม่พระคงคา พระอัคนี คือ ไหว้ดิน น้ำ ลม ไฟนั่นอง พวกเขาไม่ทำลายธรรมชาติศาสนาโบราณช่วยมนุษย์อยู่กลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่ทำลายย่ำยีธรรมชาติ เช่น เมื่อพวกเขาปฏิบัติต่อพืชพันธัญญาหารและแม่น้ำลำคลองด้วยความเคารพยำเกรง

               

                ข้อนี้เป็นประจักษ์พยานว่า ในสมัยโบราณมนุษย์อยู่กับธรรมชาติด้วยวิทยาศาสตร์และสยบยอม เมื่อโลกพัฒนามากขึ้นด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษย์เริ่มคิดเอาชนะธรรมชาตินั่นคือแทนที่จะอยู่ภายใต้อำนาจของธรรมชาติและสวดมนต์อ้อนวอนธรรมชาติเหมือนแต่ก่อน มนุษย์กลับมองว่าธรรมชาตินั้นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์

ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ วิปริตเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมเพราะมนุษย์ใช้ชีวิตไม่ถูกต้องมีความโลภ ความโกรธ และความหลงมากเกินไป ความโลภจะทำให้ตัดไม้ทำลายป่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ย ลทเตน ตุฏฐพอติโลโภ หิ ปาปโก ควรยินดีกับสิ่งที่ตนได้โลภเกินไปเลวแท้ๆ” ความโกรธทำให้สังหารผลาญชีวิตสัตว์ทั้งหลาย  ความหลงทำให้คนหลงผิดคิดว่าต้องเป็นนายธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราจะต้องชนะและควบคุมได้

พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้กตัญญูคือรู้คุณค่าของธรรมชาติและมีกตเวทีคือตอบแทนคุณของธรรมชาติ ผู้ใดได้ประโยชน์จากธรรมชาติแล้วยังคิดทำลายธรรมชาติ ผู้นั้นเป็นคนทรยศต่อมิตร ดังบาลีที่ว่า

                 

                                                                                                                                                         ยสส รุกขสส ยาย   นิสีเทย  สเยย  วา

      ตสสาข ภิญเชยมิตทุพโภ หิ ปาปโก

นั่งหรือนอนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใด

ไม่ควรหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น

ผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวแท้ๆ

พระพุทธเจ้าทรงใช้ชีวิตใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติพระพุทธองค์ประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานในป่าทั้งนั้นคือ ประสูติที่สวนลุมพินีวัน ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ ปรินิพพานระหว่างต้นสาละคู่หนึ่ง เมื่อออกผนวชทรงอาศัยอยู่ในวัดป่าวัดแรกในพุทธศาสนาเป็นสวนไผ่ชื่อว่าเวฬุวัน วัดที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษานานที่สุด ๑๙ พรรษาคือวัด เชตะวันแปลว่า สวนของเจ้าเชต

ต้นไม้ทั้งหลายให้ดอกใบและร่มเงาแก่เรา ใครตัดต้นไม้ที่ให้ประโยชน์ถือว่าประทุษร้ายมิตร พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ไม่คิดจะเสด็จดำเนินไปที่อื่นทันที ยังคงประทับยืนเพ่งต้นโพธิ์ ๗ วัน เรียกกันว่าพระปางถวายเนตรที่เราอาจตีความได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงรำลึกถึงบุญคุณและความสำคัญของธรรมชาติและให้อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ บ่อยครั้งทีเดียวที่พระพุทธเจ้าทรงอาศัยสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเป็นอุปกรณ์สอนธรรม ธรรมชาติตามป่าเขานั้นเป็นตัวอย่างสอนธรรมได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะธรรมชาติซื่อตรงปราศจากมารยาจึงเปิดเผยให้เห็นความเป็นจริงได้รวดเร็ว เช่นใบไม้เปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลืองแล้วร่วงหล่น ทำให้คนเห็นอนิจจังคือความไม่เที่ยง คนทุกวันนี้ไม่ค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆเพราะอาศัยอยู่ในห้องปรับอากาศ ห่างไกลธรรมชาติจึงไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

การพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อไม่มีการทำลายธรรมชาติแวดล้อม แต่มีการพัฒนาองค์ประกอบทั้งสามคือมนุษย์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมอย่างเท่าเทียมกัน

อ้างอิง ธรรมะและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมมจิตโต) ( พฤศจิกายน ๒๕๓๘)มูลนิธิพุทธธรรม ๘๗/๑๒๖ ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดพราว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐

 

 

 

 

                   ---------------------------- www.Thumhome.com   thumhome@yahoo.com-----------------------